FOLLOW US

เบาหวานก็ทานหวานได้

หลายคนคงเคยได้ยินคำเตือนหรือข้อห้ามที่ว่า “อย่ากินหวานมาก อย่าใส่น้ำตาลเยอะ เดี๋ยวเป็นเบาหวานนะ” หรือ “เป็นเบาหวาน ห้ามกินอะไรหวานๆ เด็ดขาด” มันเป็นแบบนั้นจริงไหม? เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

ทำความรู้จักโรคเบาหวานกันสักหน่อย
โรคเบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติ มีสาเหตุมาจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรืออินซูลินผลิตออกมาไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลที่มีอยู่ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ถ้าหากปล่อยให้มีการสะสมเป็นระยะเวลานานไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจเกิดโรคแทรกซ้อนตามมาได้

โรคแทรกซ้อนจากเบาหวานมีโรคอะไรบ้าง ?

อย่างที่รู้กันว่าระบบการทำงานภายในร่างกายของคนเราต้องทำงานไปพร้อมๆ กัน ทุกส่วนถูกเชื่อมโยงกันหมด แต่เมื่อระบบส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ระบบส่วนอื่นๆ จึงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ส่งผลให้อวัยวะที่เกี่ยวข้องเกิดความผิดปกติ จนกลายเป็นโรคต่างๆ ตามมา ในกรณีของโรคเบาหวานนั้นมักมีโรคแทรกซ้อนซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากระบบการทำงานที่ผิดปกติร่วมด้วย ได้แก่ โรคเส้นเลือดในสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไต โรคเกี่ยวกับดวงตา หรือที่เรียกว่าเบาหวานขึ้นตา โรคปลายประสาทมือเท้าชา และโรคหลอดเลือดที่ขาและเท้า

สามารถลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อนดังกล่าวได้อย่างไร ?

มาถึงตรงนี้หลายคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานคงเริ่มกลัวแล้วว่า “จะมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นกับฉันไหม” “ฉันจะทำอย่างไรดี” อย่าเพิ่งวิตกกังวลเกินไป เพราะความจริงแล้วโรคแทรกซ้อนไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนที่เป็นโรคเบาหวาน เราสามารถหาวิธีป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนเหล่านั้น ซึ่งเราได้นำมาฝากกัน 6 วิธี ดังต่อไปนี้

  1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
    • ก่อนอาหารให้ไม่เกิน 130mg%
    • หลังอาหารไม่เกิน 180mg%
    • ค่าน้ำตาลสะสมต้องไม่เกิน 7% ทำได้โดยการเลือกกินอาหารให้เหมาะสม ไม่กินอาหารที่มีรสหวานจัด
  2. ตรวจตาปีละครั้ง
  3. ควบคุมความดันโลหิตไม่ให้เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท และค่าไขมันไม่ดีในเลือด (LDL) ไม่เกิน 100 mg
  4. ไม่ทานอาหารรสเค็มจัด ควบคุมค่า BUN/GFR/CR ตามที่แพทย์กำหนด เพื่อตรวจสอบการทำงานของไตว่ามีความผิดปกติหรือไม่
  5. หมั่นสังเกตว่ามือและเท้ามีอาการชาหรือไม่ ควรงดดื่มสุรา และสูบบุหรี่
  6. ระวังไม่ให้เกิดแผลที่เท้า เมื่อไม่เกิดแผลที่เท้าก็จะไม่ถูกกตัดเท้านั่นเอง

ลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ดูแลสุขภาพด้วยการเลือกกิน

การกินถือเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ป่วยเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน อย่างที่บอกไปว่าโรคเบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติ ถ้าอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องกินอะไรหวานๆ สิจะได้ไม่เป็นโรคเบาหวาน พูดมันง่ายแต่ทำน่ะมันยาก และคงเป็นไปได้ยากที่เราจะปฏิเสธการรับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย เพราะอาหารที่เรากินเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแป้ง เนื้อสัตว์ ผักหรือผลไม้ สุดท้ายแล้วจะถูกย่อยให้เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งกลายเป็นน้ำตาลกลูโคส ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

  • แบ่งสัดส่วนอาหารในแต่ละมื้อ ก็คือกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพียงแต่กินในปริมาณที่พอเหมาะไม่มากเกินไป ในมื้อหนึ่งแบ่งเป็นกินผักผลไม้มากที่สุด ผลไม้ควรเป็นผลไม้ที่มีรสไม่หวานจัด ส่วนเนื้อสัตว์เลือกที่มีไขมันต่ำจำพวกเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เนื้อวัว เนื้อหมูไม่ติดมัน และข้าวควรเป็นข้าวกล้อง ข้าวกล้องซ้อมมือ หรือขนมปังโฮลวีท โดยเนื้อสัตว์และข้าวให้แบ่งกินในปริมาณที่เท่าๆ กัน พร้อมทั้งควบคุมปริมาณให้เหมาะสมในแต่ละมื้อ
  • ไม่กินจุบจิบ และควรกินอาหารให้เป็นเวลา เพราะการกินอาหารไม่เป็นเวลา มื้อนี้ไม่กิน แต่ทบไปกินมื้ออื่นเพิ่มแทน เป็นพฤติกรรมที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแปรปรวน
  • ทำอาหารกินเอง เนื่องจากการทำอาหารเองจะสามารถเลือกวัตถุดิบ ควบคุมปริมาณ และยังเลือกปรุงรสชาติรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ เช่น ใช้น้ำปลาหรือซีอิ๊วโซเดียมต่ำ ใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลในการปรุงอาหาร เป็นต้น

สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ทางออกของผู้เป็นโรคเบาหวาน

ความจริงแล้วผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถกินอาหารรสหวาน หรือกินขนมของหวานได้ เพียงแต่ต้องจำกัดปริมาณ รู้ลิมิตในการกิน หรือถ้าหากเคยชินกับรสชาติหวาน ต้องการความหวานจริงๆ ก็ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือที่บางคนรู้จักในนาม “น้ำตาลเทียม” ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน มาใช้ในการปรุงอาหาร ทำขนม ใส่ในเครื่องดื่มต่างๆ แทน อย่างอิควลที่เป็นวัตถุในความหวานแทนน้ำตาล

ซึ่งสารให้ความหวานจะประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 2 ชนิด คือ..

  • กรดแอสปาร์ติก
  • ฟินิลอะลานินซึ่งพบได้ทั่วไปในอาหารที่มีโปรตีนสูง อย่างเช่น เนื้อสัตว์ เนื้อปลา เป็นต้น

เพราะฉะนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือแม้กระทั่งผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้ความหวานแทนน้ำตาลก็สามารถกินรสหวานได้โดยหมดกังวลเรื่องแคลอรี่และระดับน้ำตาลในเลือด ตัวอย่างเช่น ปกติเวลาชงกาแฟเราจะใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา ก็อาจจะใช้อิควล 1 ซองใส่ลงไปแทน ซึ่งจะได้รสชาติความหวานเทียบเท่ากับน้ำตาลทรายที่ใช้ในปกติเช่นกัน และยังสามารถใช้ได้มากถึง 50 ซองต่อวันโดยไม่เป็นอันตราย แต่ปริมาณที่แนะนำ คืออิควล 1 ซองต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ถือว่าเป็นว่าเป็นปริมาณที่เหมาะสมต่อร่างกาย

คราวนี้ทุกคนคงทราบแล้วว่า แม้จะเป็นเบาหวานก็สามารถทานรสหวานได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรมองข้าม คือการดูแลสุขภาพตัวเอง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติและมีความสุขเหมือนคนทั่วไปได้แล้ว